
หากคุณเคยนำเข้าสินค้าจากจีนหรือกำลังเริ่มต้นธุรกิจนำเข้า คุณอาจเคยได้ยินคำว่า HS Code หรือพิกัดศุลกากร หลายคนอาจคิดว่า HS Code เป็นเพียง “รหัสตัวเลขสำหรับกรอกเอกสารศุลกากร” แต่จริง ๆ แล้วพิกัดศุลกากรมีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะใช้เป็นส่วนหนึ่งในการ จำแนกประเภทสินค้า กำหนดอัตราอากร และพิจารณามาตรการควบคุมที่เกี่ยวข้องกับสินค้า
กรมศุลกากรระบุว่าพิกัดศุลกากรเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีอากร รวมถึงใช้กับมาตรการควบคุมสินค้าบางประเภท การกำหนดถิ่นกำเนิด และการวิเคราะห์ข้อมูลการค้า เป็นต้น
ดังนั้น หากคุณต้องการนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างถูกต้อง การรู้ว่าสินค้าของตัวเองอยู่ในพิกัดใดจึงเป็นเรื่องสำคัญ
1. พิกัดศุลกากรคืออะไร?
พิกัดศุลกากร (Customs Tariff Classification) คือระบบรหัสตัวเลขที่ใช้ในการจำแนกประเภทของสินค้าในการนำเข้าและส่งออก พูดง่าย ๆ คือสินค้าชนิดต่าง ๆ จะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่และรหัสที่กำหนดไว้ เพื่อให้ศุลกากรสามารถระบุได้ว่าสินค้านั้นคืออะไร และต้องปฏิบัติตามอัตราอากรหรือมาตรการใด พิกัดศุลกากรของไทยอยู่บนพื้นฐานของระบบ Harmonized System (HS) ซึ่งเป็นระบบสากลในการจำแนกสินค้า โดย 6 หลักแรกเป็นระดับ HS ที่ใช้ร่วมกันในระดับสากล ส่วนประเทศไทยมีการจำแนกต่อในระดับที่ละเอียดขึ้นตามระบบของอาเซียนและประเทศไทย
2. HS Code คืออะไร?
HS Code ย่อมาจาก Harmonized System Code เป็นรหัสที่ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้า ตัวอย่างโครงสร้างแบบง่าย ๆ: XX XX XX โดย• 2 หลักแรก = หมวด/ตอนของสินค้า
• 4 หลัก = กลุ่มสินค้า
• 6 หลัก = รายละเอียดตามระบบ HS สากล
จากนั้นแต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศอาจมีการจำแนกเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับระบบภาษีและมาตรการของตน สำหรับประเทศไทย กรมศุลกากรระบุว่าระบบพิกัดอัตราศุลกากรใช้รหัส 8 หลัก ขณะที่ข้อมูลในระบบสถิติอาจมีรหัสเพิ่มเติมจนถึง 11 หลัก
3. ทำไมพิกัดศุลกากรถึงสำคัญ?
เพราะ พิกัดศุลกากรไม่ได้มีไว้แค่บอกว่าสินค้าคืออะไร แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องสำคัญหลายอย่าง เช่น1. อัตราอากร
สินค้าที่อยู่คนละพิกัดอาจมีอัตราอากรแตกต่างกัน
2. มาตรการควบคุมสินค้า
สินค้าบางประเภทอาจต้องมีใบอนุญาตหรือปฏิบัติตามมาตรการเฉพาะ
3. สิทธิพิเศษทางภาษี
สินค้าบางประเภทอาจมีสิทธิได้รับอัตราอากรพิเศษตามความตกลงทางการค้า หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด
4. สถิติการนำเข้าและส่งออก
พิกัดถูกใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ กรมศุลกากรเองก็อธิบายว่าพิกัดเป็นรหัสที่เชื่อมโยงกับทั้งอัตราภาษี ใบอนุญาต และมาตรการควบคุมสินค้า
4. พิกัดศุลกากรเกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าอย่างไร?
นี่คือจุดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบทความก่อนหน้า “ภาษีนำเข้าคิดยังไง?” การคำนวณอากรขาเข้าโดยทั่วไปต้องรู้ว่า สินค้านั้นอยู่ในพิกัดใด และพิกัดนั้นมีอัตราอากรเท่าไร ตัวอย่างสมมติสินค้า A CIF = 100,000 บาท สมมติพิกัดสินค้านี้มีอัตราอากร 10% ดังนั้น
100,000 × 10% = 10,000 บาท
แต่ถ้าสินค้า B มีพิกัดที่มีอัตราอากร 5%
100,000 × 5% = 5,000 บาท
จะเห็นว่า แม้ CIF จะเท่ากัน แต่หากพิกัดและอัตราอากรแตกต่างกัน จำนวนอากรก็แตกต่างกันด้วย ดังนั้น ก่อนจะคำนวณภาษี ต้องรู้พิกัดสินค้าให้ถูกต้องก่อน
5. สินค้าชนิดเดียวกัน ต้องใช้พิกัดเดียวกันเสมอหรือไม่?
ไม่ควรสรุปจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว การจำแนกพิกัดอาจต้องพิจารณารายละเอียดของสินค้า เช่น• วัสดุที่ใช้ผลิต
• ลักษณะสินค้า
• ส่วนประกอบ
• หน้าที่หรือการใช้งาน
• วิธีการทำงาน
• รูปแบบของสินค้า
• ระดับการประกอบ
• คุณสมบัติเฉพาะ
ดังนั้นคำว่า “เป็นของใช้ชนิดนี้” อาจยังไม่เพียงพอที่จะระบุพิกัดศุลกากรได้อย่างถูกต้อง ต้องดูรายละเอียดของสินค้าเพื่อจำแนกพิกัด
6. จะค้นหา HS Code ได้อย่างไร?
กรมศุลกากรมีระบบ Tariff e-Service สำหรับค้นหาพิกัดและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ระบบสามารถค้นหาโดยใช้ข้อมูล เช่น• หมวดสินค้า
• ตอน
• พิกัดศุลกากร
• ชื่อสินค้า
และระบบยังมีส่วนสำหรับค้นหาผลการวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า รวมถึงคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลจากระบบของกรมศุลกากรเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบพิกัดสินค้าได้
สรุป
พิกัดศุลกากร หรือ HS Code คือหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่สุดของการนำเข้าสินค้า เพราะพิกัดไม่ได้มีหน้าที่เพียงระบุว่าสินค้าคืออะไร แต่ยังเชื่อมโยงกับอัตราอากร → ภาษี → ใบอนุญาต → มาตรการควบคุม → สิทธิพิเศษทางภาษี
ดังนั้น หากคุณกำลังนำเข้าสินค้าจากจีน อย่าเพิ่งดูแค่ ราคาสินค้าและค่าขนส่ง แต่ควรตรวจสอบด้วยว่า
สินค้าของเราอยู่ในพิกัดอะไร?
อัตราอากรเท่าไร?
มีมาตรการหรือใบอนุญาตอะไรที่ต้องใช้หรือไม่?
เพราะการรู้พิกัดสินค้าอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณ ประเมินต้นทุนและวางแผนการนำเข้าได้แม่นยำมากขึ้น



