
ขั้นตอนที่ 1: เลือกสินค้าที่ต้องการนำเข้า
- วิเคราะห์ตลาดในไทยว่าสินค้าอะไร “ขายได้” และ “คู่แข่งยังไม่เยอะ”
- ตัวอย่างสินค้ายอดนิยม: อุปกรณ์มือถือ, เครื่องครัว, แฟชั่น, ของใช้ในบ้าน, ของเล่น
- ใช้เครื่องมือเช่น Google Trends, Facebook Marketplace, Shopee, Lazada
ขั้นตอนที่ 2: หาแหล่งซื้อในจีน
- แพลตฟอร์มยอดนิยม:
- 1688.com (ราคาถูก เหมาะสำหรับซื้อจำนวนมาก)
- Taobao.com (สินค้าหลากหลาย เหมาะสำหรับซื้อใช้งาน/ทดลองตลาด)
- Alibaba.com (สำหรับการติดต่อกับโรงงานโดยตรง)
- ข้อแนะนำ:
- ดูรีวิว, คะแนนร้านค้า, อายุร้าน, ระดับดาว
- คุยกับร้านค้าให้ชัดเจนเรื่องจำนวนขั้นต่ำ, ราคาส่ง, การรับประกันสินค้า
ขั้นตอนที่ 3: เลือกวิธีการนำเข้า
วิธีที่ 1: สั่งเอง
- เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์ หรือรู้ภาษาจีน/อังกฤษ
- ต้องสมัคร Alipay, มีบัญชีการชำระเงินจีน, มีที่อยู่จีน หรือใช้ Shipping ช่วยรับของ
วิธีที่ 2: ใช้ Shipping/ชิปปิ้งจีน (มืออาชีพ)
- ช่วยสั่งสินค้าแทน, รับของ, ขนส่ง, ผ่านศุลกากร
- ค่าบริการแล้วแต่ละบริษัท (บางรายไม่มีขั้นต่ำ)
- เหมาะสำหรับมือใหม่ที่สุด
วิธีที่ 3: ใช้ “ตัวแทนนำเข้า”
- เหมาะกับคนไม่มีเวลาหรือไม่อยากยุ่งกับขั้นตอนเอง
- แจ้งแค่ชื่อสินค้า/ลิงก์ ร้านจะจัดการให้หมด
ขั้นตอนที่ 4: คำนวณต้นทุนทั้งหมด
ต้องรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น:
- ค่าสินค้า
- ค่าขนส่งภายในจีน
- ค่าขนส่งจากจีนมาไทย (ทางเรือหรือทางอากาศ)
- ค่าภาษีนำเข้า (ถ้ามี)
- ค่าชิปปิ้งหรือค่าตัวแทน
- ค่าเสียเวลาและความเสี่ยง (เสียหาย, ล่าช้า, ของปลอม)
ขั้นตอนที่ 5: เตรียมชำระเงินและสั่งของ
- ชำระผ่าน Alipay / บัตรเครดิต / ธนาคาร / หรือชำระผ่านตัวแทน
- ตรวจสอบชื่อสินค้า, จำนวน, สี, รุ่น, แพ็คเกจให้ถูกต้องก่อนโอน
ขั้นตอนที่ 6: ติดตามสถานะและรอรับของ
- หากใช้ Shipping จะมีการแจ้งสถานะการขนส่ง
- ระยะเวลาโดยประมาณ:
- ทางเรือ: 7–15 วัน (ถูกกว่า แต่ช้ากว่า)
- ทางรถ: 5–7 วัน (เร็วแต่แพงกว่า)
ขั้นตอนที่ 7: รับของและตรวจสอบ
- ตรวจนับสินค้าให้ครบ
- เช็คความเสียหายหรือสินค้าผิดรุ่น
- หากมีปัญหา ให้ติดต่อร้านค้าหรือ Shipping ทันที


